ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย

 

จ. เพชรบุรี 
หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด..!
           ในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่ามากมายโดยเฉพาะเนื้อทรายอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า “ห้วยทราย” อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งอาหารของราษฎร   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศเป็นเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และห้ามมิให้ทำอันตรายสัตว์ในพื้นที่ห้วยทราย เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2467   ต่อมาราษฎรเข้ามาอาศัยทำกิน บุกรุกแผ้วถางป่า ประกอบอาชีพทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำไร่สับปะรดและใช้สารเคมีอย่างผิดวิธี 

 

ทรงพลิกฟื้นทะเลทรายกลายเป็นป่า
          จากแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้เมื่อครั้งก่อตั้งศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยทราย ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริต่างๆมากมาย โดยมี 3 แนวทางหลักในการพัฒนาดังนี้
1. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          มีการพื้นดินให้กับเกษตรกรและชาวบ้าน โดยใช้หญ้าแฝกเป็นกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต ได้ทำการขุดเจาะดิน ที่แข็งเป็นดานให้เป็นช่องหรือปอ นำดินที่มีธาตุอาหารพืชมาใส่ นำหญ้าแฝกมาปลูกให้น้ำเพื่อสร้างความชุ่มชื้น สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือฝายแม้ว เพื่อสร้างและกระจายความชุ่มชื้นในพื้นที่ให้มากขึ้น การทำคันดินกั้นน้ำ และคันดินแบบน้ำ การฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ทำระบบภูเขาป่า ด้วยการนำพลังงานแสงอาทิตย์ (ระบบโซลาเซล) สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำขึ้นไปใส่ถังพักน้ำ ที่ก่อสร้างไว้บนภูเขา ให้น้ำล้นและปล่อยให้ไหลกระจายไปตามพื้นที่ โดยรอบถังพักน้ำ แล้วปลูกต้นไม้ไว้รอบๆ พื้นที่ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งไม้ที่ใช้ปลูกในพื้นที่เป็นไม้โตเร็ว ไม้เศรษฐกิจและไม้ดั้งเดิม วิธีการปลูกป่าแบบนี้มีอัตราการรอดตายของพันธุ์ไม้ค่อนข้างสูง เป็นการปลูกป่าจาก ด้านล่าง เป็นการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก และน้ำที่ไหลลงมาสู่แหล่งน้ำตอนล่าง แล้วจะไหลออกสู่ทะเล เป็นคลองที่เชื่อมต่อกับคลองบางกราใหญ่และบางกราน้อย ซึ่งพื้่นที่แถบนั้นมีสภาพเป็นป่าชายเลนและป่าชายหาด ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศมากขึ้น ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งเพาะและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เมื่อเจริญเติบโตก็จะออกสู่ทะเลเป็นแหล่งอาหารของประชาชนต่อไป


2. การพัฒนาแหล่งน้ำ
          ดำเนินงานภายใต้โครงการชลประทานเพชรบุรี เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่าง ดิน น้ำ พืช  เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งระบบนิเวศน์ก็จะขาดความสมดุลทันทีหรือมีเหตุบ่งบอกถึงความไม่สมดุล มีการจัดทำระบบเครือข่ายน้ำ (อ่างพวง) โดยสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ จำนวน 4 อ่างคือ 1 อ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด 2 อ่างเก็บน้ำเขากระปุกและ 3 อ่างเก็บน้ำห้วยทรายและ 4 อ่างเก็บน้ำหนองไทร ซึ่งในแต่ละอ่างมีขนาดและความจุไม่เท่ากัน นอกจากนี้ยังมีการสำรวจและขุดเจาะน้ำบาดาลสนับสนุนน้ำให้กับประชาชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เพื่อบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งควบคู่กับน้ำในระบบชลประทาน
3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร
          
มีการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้ให้กลับสมบูรณ์ดังเดิม สามารถทำการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ และมีการจัดหาแหล่ง สนับสนุนการปลูกป่าและการปลูกพืช จัดระเบียบราษฎรในพื้นที่โครงการเข้าอยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาและสอดคล้องกับธรรมชาติ ให้ราษฎรเข้าร่วมดูแลรักษา ตลอดจนได้อาศัยผลผลิตจากป่าและเพาะปลูกพืชต่างๆ โดยไม่ต้องเข้าไปบุกรุกทำลายป่าไม้อีกต่อไปมีการการส่งเสริมอาชีพโดยยึดหลักการตามแนวพระราชดำริ เช่น การทำเกษตรโดยใช้ทฤษฎีใหม่ เกษตรแบบผสมผสาน และระบบวนเกษตร ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ ประมง เป็นต้น และให้การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อผลิตสินค้าเสริมรายได้ให้กับครอบครัว เช่น กลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กลุ่มเจียระไนพลอย กลุ่มทำผ้าบาติก กลุ่มทำกะปิ กลุ่มออมทรัพย์ เป็นต้น

 


          นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชุมชนได้รับความรู้ด้านสุขภาพอนามัยแก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ ให้ความรู้ในกลุ่มบุคคลทั่วไป แม่และเด็ก ตลอดจนทั้งคนชรา จัดให้มีการตรวจสุขภาพอนามัย เบื้องต้นการวางแผนครอบครัว ตลอดจน การส่งเสริมสุขภาพ คือการป้องกันสุขภาพให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา
          ในด้านการศึกษา มีการสนับสนุนวิทยากรให้กับโรงเรียนในพื้นที่เพื่อให้ความรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน ตลอดจนในพื้นที่ของศูนย์ ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้งด้านวิชาการและการประกอบอาชีพ ด้านสุขภาพอนามัย ด้านโภชนาการ ด้านการเมือง การปกครอง สนับสนุนให้ราษฎรในชุมชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทหน้าที่ในชุมชนของตนเอง การแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการกำหนดความจำเป็นพื้นฐานของท้องถิ่น เพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นไปตามความต้องการของชุมชนเอง


ที่มา: http://www.tsdf.or.th/th/